ทำความรู้จัก Bullish คืออะไร? แตกต่างจาก Bearish อย่างไร

สำหรับคนที่เริ่มศึกษาการลงทุน คำว่า Bullish คืออะไร และเกี่ยวข้องกับ Bull Market หรือตลาดกระทิงอย่างไร อาจเป็นเรื่องที่ยังสับสนอยู่ เช่นเดียวกับคำว่า Bear Market หรือตลาดหมีที่มักใช้พูดถึงช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มขาลง

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจความหมายของ Bullish และ Bearish รวมถึงความแตกต่างระหว่างตลาดกระทิงและตลาดหมีแบบเข้าใจง่าย 

ความหมายและที่มาของ Bullish และ Bearish

คำว่า Bullish และ Bearish ใช้เพื่ออธิบายมุมมองหรือแนวโน้มของตลาด โดย Bullish หมายถึงการมองว่าราคามีโอกาสปรับตัวขึ้น ส่วน Bearish หมายถึงการมองว่าราคามีแนวโน้มลดลง

อ้างอิง: fx24hrs 

ที่มาของคำว่ากระทิงและหมี

คำเรียกทั้งสองมีที่มาจากลักษณะการโจมตีของสัตว์ โดยกระทิงมักใช้เขาพุ่งขึ้น จึงถูกนำมาเปรียบกับราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่หมีมักตะปบลง จึงถูกใช้แทนภาพของราคาที่ลดลง

จึงเป็นที่มาของคำว่า Bullish และ Bearish ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาดหุ้น ตลาดคริปโต และตลาดการเงินประเภทอื่นๆ

Bullish คืออะไร

ตลาดหมี หรือ Bullish คือมุมมองที่เชื่อว่าราคาของสินทรัพย์มีโอกาสปรับตัวขึ้น โดยอาจเกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น ข่าวเชิงบวก หรือแรงซื้อในตลาดที่เพิ่มขึ้น

หากตลาดโดยรวมมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง จะเรียกว่า Bull Market หรือ ตลาดกระทิง นักลงทุนในช่วงนี้มักมีความเชื่อมั่นและมองเห็นโอกาสในการเติบโตของสินทรัพย์

Bearish คืออะไร

Bearish หรือ ตลาดกระทิง คือมุมมองที่ตรงข้ามกับ Bullish โดยเชื่อว่าราคาของสินทรัพย์มีโอกาสปรับตัวลง อาจเกิดจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผลประกอบการที่อ่อนแอ หรือปัจจัยลบอื่นๆ

หากตลาดโดยรวมปรับตัวลงต่อเนื่องและนักลงทุนมีความกังวลมากขึ้น จะเรียกว่า Bear Market หรือ ตลาดหมี ซึ่งมักมาพร้อมกับแรงขายและความไม่มั่นใจของนักลงทุน

Bull Market มีลักษณะอย่างไร

ตลาดขาขึ้นไม่ได้หมายความว่าราคาจะเพิ่มขึ้นตลอดเวลา แต่เป็นช่วงที่แนวโน้มโดยรวมยังเป็นขาขึ้น และมักมีช่วงพักตัวหรือปรับฐานเกิดขึ้นระหว่างทาง

อ้างอิง: magnific 

3 ระยะสำคัญของตลาดขาขึ้น

โดยทั่วไป วัฏจักรของตลาดขาขึ้นสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะสะสม (Accumulation Phase) นักลงทุนบางกลุ่มเริ่มทยอยซื้อหลังราคาปรับตัวลงมาก
  • ระยะปรับตัวขึ้น (Public Participation Phase) ความเชื่อมั่นดีขึ้น นักลงทุนเข้าตลาดมากขึ้น ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน
  • ระยะเก็งกำไร (Excess Phase) ราคาปรับขึ้นมามาก ความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง และการเก็งกำไรเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ วัฏจักรของตลาดไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนกันทุกครั้ง และระยะเวลาของแต่ละช่วงอาจแตกต่างกันไป

สัญญาณของตลาดขาขึ้น

หนึ่งในวิธีที่ใช้ดูแนวโน้มขาขึ้นของตลาดกระทิง คือการสังเกตโครงสร้างราคา หากราคาสามารถทำ Higher High และ Higher Low ได้ต่อเนื่อง แสดงว่าแนวโน้มโดยรวมยังเป็นขาขึ้น

นอกจากนี้ ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ราคาปรับตัวขึ้นก็อาจช่วยยืนยันความแข็งแรงของแนวโน้มได้ อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ควรดูปัจจัยอื่นประกอบด้วย ไม่ควรใช้สัญญาณเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจลงทุน

Bear Market มีลักษณะอย่างไร

ตลาดขาลงเป็นช่วงที่ราคาสินทรัพย์โดยรวมมีแนวโน้มลดลง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนอ่อนตัวลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับตลาดขาขึ้น ตลาดขาลงก็ไม่ได้หมายความว่าราคาจะลดลงทุกวัน แต่อาจมีช่วงที่ราคาดีดตัวขึ้นระหว่างทางได้

อ้างอิง: traderbobo 

3 ระยะสำคัญของตลาดขาลง

วัฏจักรตลาดขาลงมักแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะกระจาย (Distribution Phase) นักลงทุนบางกลุ่มเริ่มทยอยขาย ขณะที่ตลาดยังดูแข็งแรงและราคายังไม่ลดลงมาก
  • ระยะปรับตัวลง (Public Participation Phase) ความเชื่อมั่นลดลง นักลงทุนวงกว้างเริ่มขาย ทำให้ราคาปรับตัวลงต่อเนื่อง
  • ระยะตื่นตระหนก (Panic / Despair Phase) ความกังวลเพิ่มขึ้นอย่างมาก เกิดแรงขายรุนแรงและราคาลดลงอย่างรวดเร็ว

สัญญาณของตลาดขาลง

ตลาดขาลงของตลาดหมี คือมักจะมีโครงสร้างราคาแบบ Lower High และ Lower Low ต่อเนื่อง หมายถึงจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดใหม่อยู่ต่ำกว่าระดับก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนแนวโน้มราคาที่อ่อนตัวลง

อย่างไรก็ตาม การที่ราคาปรับตัวลงในระยะสั้นไม่ได้หมายความว่าตลาดเข้าสู่ Bear Market เสมอไป จึงควรพิจารณาแนวโน้มในภาพรวมและระยะเวลาประกอบกัน

Bull Market และ Bear Market ต่างกันอย่างไร

ทั้งตลาดกระทิง และตลาดหมี คือมีลักษณะที่ตรงข้ามกันในหลายด้าน ดังนี้

มิติการเปรียบเทียบBull MarketBear Market
แนวโน้มราคาปรับตัวขึ้นปรับตัวลง
โครงสร้างราคาHigher High และ Higher LowLower High และ Lower Low
ความเชื่อมั่นนักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้นนักลงทุนมีความกังวลและระมัดระวัง
แรงซื้อขายแรงซื้อมีแนวโน้มเด่นกว่าแรงขายมีแนวโน้มเด่นกว่า
สินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจสินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสได้รับเงินลงทุนเพิ่มนักลงทุนอาจหันไปถือเงินสดหรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า

อะไรทำให้ตลาดเปลี่ยนจาก Bullish เป็น Bearish

ตลาดอาจเปลี่ยนจาก Bullish (ขาขึ้น) เป็น Bearish (ขาลง) เมื่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง โดยมีปัจจัย เช่น เศรษฐกิจชะลอตัว อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อสูงขึ้น ผลประกอบการบริษัทแย่ลง หรือเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความไม่แน่นอน

เมื่อความกังวลเพิ่มขึ้น นักลงทุนอาจทยอยขายสินทรัพย์ ทำให้ราคาปรับตัวลงและเกิดแรงขายต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ราคาที่ลดลงในระยะสั้นไม่ได้หมายความว่าตลาดเข้าสู่ภาวะ Bearish เสมอไป

บทสรุป

Bullish และ Bearish เป็นคำพื้นฐานที่ช่วยอธิบายทิศทางและมุมมองของตลาด โดย Bullish คือจะสื่อถึงแนวโน้มขาขึ้น ส่วน Bearish สื่อถึงแนวโน้มขาลง ทั้งสองภาวะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเศรษฐกิจ ผลประกอบการ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสถานการณ์ต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้เพียงแนวโน้ม Bullish หรือ Bearish เป็นเหตุผลในการลงทุน ก่อนตัดสินใจควรศึกษาข้อมูล วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและความเสี่ยง รวมถึงเลือกการลงทุนให้เหมาะกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่รับได้ค่ะ