Cryptocurrency 101: เรื่องที่ควรรู้ก่อนเริ่มต้น

โลกของ Cryptocurrency และสินทรัพย์ดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ Bitcoin และ Ethereum ไปจนถึง Altcoin, Stablecoin, DeFi, NFT และ Web3 เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังเข้ามามีบทบาทต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น

Encrypt Digital รวบรวมความรู้เกี่ยวกับ Cryptocurrency และ Blockchain เพื่อช่วยให้ผู้อ่านทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน วิธีการทำงานของสินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตลาดคริปโต

Cryptocurrency คืออะไร?

อ้างอิง: kapook

Cryptocurrency หรือ สกุลเงินดิจิทัล คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัส (Cryptography) เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยของธุรกรรมและการถือครองสินทรัพย์ โดยคริปโตจำนวนมากทำงานอยู่บนเครือข่าย Blockchain ซึ่งเป็นระบบบันทึกข้อมูลธุรกรรมแบบกระจายศูนย์

แตกต่างจากเงินทั่วไป เช่น บาท ดอลลาร์ หรือยูโร ซึ่งออกและดูแลโดยธนาคารกลาง Cryptocurrency หลายประเภทไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานกลางเพียงแห่งเดียว แต่ใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์จำนวนมากช่วยตรวจสอบและบันทึกธุรกรรม

Cryptocurrency ทำงานอย่างไร?

โดยทั่วไป ธุรกรรม Cryptocurrency จะถูกบันทึกบน Blockchain ซึ่งเป็นระบบจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายอยู่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง

เมื่อผู้ใช้งานส่ง Cryptocurrency ไปยังอีก Wallet หนึ่ง ธุรกรรมจะถูกส่งเข้าสู่เครือข่าย จากนั้นระบบจะตรวจสอบความถูกต้องและบันทึกธุรกรรมลงบน Blockchain ตามกลไกของเครือข่ายนั้น ๆ

กระบวนการดังกล่าวช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบธุรกรรมได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาฐานข้อมูลของสถาบันการเงินเพียงแห่งเดียว

อย่างไรก็ตาม Cryptocurrency แต่ละเครือข่ายไม่ได้ทำงานเหมือนกันทั้งหมด บางเครือข่ายใช้ Proof of Work ขณะที่บางเครือข่ายใช้ Proof of Stake หรือกลไกอื่นในการตรวจสอบและรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย

Cryptocurrency มีกี่ประเภท?

Cryptocurrency หรือ สกุลเงินดิจิทัล มีอยู่เป็นจำนวนมาก และสามารถแบ่งประเภทได้หลายวิธีตาม วัตถุประสงค์ การใช้งาน และเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง โดยทั่วไป หากแบ่งตามลักษณะการใช้งาน สามารถอธิบายเป็นประเภทหลัก ๆ ได้ดังนี้

ประเภทลักษณะตัวอย่าง
Bitcoinสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์Bitcoin (BTC)
AltcoinsCryptocurrency อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ Bitcoin มีทั้งเหรียญที่ใช้เป็นเงินและใช้กับระบบ BlockchainEthereum (ETH), Litecoin (LTC), Solana (SOL)
StablecoinsCryptocurrency ที่ออกแบบให้มีมูลค่าค่อนข้างคงที่ โดยมักอ้างอิงกับเงิน Fiat หรือสินทรัพย์อื่นUSDT, USDC, DAI
Utility TokensToken ที่ให้สิทธิ์หรือประโยชน์ในการใช้งานแพลตฟอร์มหรือบริการบางอย่างLINK, FIL
Governance TokensToken ที่ใช้ในการมีส่วนร่วมกับการกำกับดูแลโปรโตคอล เช่น การโหวตข้อเสนอUNI, AAVE
Exchange TokensToken ที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มซื้อขาย Cryptocurrency และอาจใช้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมBNB
Privacy CoinsCryptocurrency ที่เน้นเพิ่มความเป็นส่วนตัวของธุรกรรมและผู้ใช้งานMonero (XMR), Zcash (ZEC)
Meme Coinsเหรียญที่ได้รับความนิยมจากกระแสออนไลน์ ชุมชน และวัฒนธรรม MemeDogecoin (DOGE), Shiba Inu (SHIB)
DeFi TokensToken ที่เกี่ยวข้องกับบริการการเงินแบบกระจายศูนย์ เช่น การให้กู้ยืม การแลกเปลี่ยน และการสร้างผลตอบแทนAAVE, UNI
NFTสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่ได้เป็นเหรียญที่สามารถทดแทนกันได้แบบเดียวกับ Cryptocurrency ทั่วไปCryptoPunks, NFTs บน Ethereum

Cryptocurrency ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

การใช้งานคริปโตแตกต่างกันไปตามประเภทของสินทรัพย์ เช่น

  • ใช้เป็นสื่อกลางในการโอนเงิน ระหว่างบุคคลหรือประเทศ
  • ใช้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยซื้อและถือเพื่อหวังผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงของราคา
  • ใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ ในกรณีที่ร้านค้าหรือแพลตฟอร์มรองรับ
  • ใช้ภายในระบบ Blockchain เช่น จ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรม
  • ใช้กับแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (dApps)
  • ใช้ในระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi)

อย่างไรก็ตาม Cryptocurrency แต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน จึงไม่ควรมองว่าคริปโตทุกเหรียญมีคุณสมบัติเหมือนกัน


Bitcoin คืออะไร

อ้างอิง: mitrade

Bitcoin (BTC) คือ Cryptocurrency แรกที่ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเปิดตัวในปี 2009 ภายใต้ชื่อผู้สร้างว่า Satoshi Nakamoto

Bitcoin ถูกออกแบบให้สามารถโอนมูลค่าระหว่างผู้ใช้งานผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยไม่จำเป็นต้องมีธนาคารหรือสถาบันการเงินเป็นตัวกลางในการทำธุรกรรม

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ Bitcoin คือการใช้ Blockchain เป็นบัญชีบันทึกธุรกรรมร่วมกัน ทำให้ผู้เข้าร่วมเครือข่ายสามารถตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีศูนย์กลางเพียงแห่งเดียวเป็นผู้เก็บฐานข้อมูล

Bitcoin มีจำนวนจำกัด

Bitcoin มีอุปทานสูงสุดที่กำหนดไว้ที่ 21 ล้าน BTC ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ทำให้ Bitcoin แตกต่างจากเงินที่สามารถออกเพิ่มได้ตามนโยบายของธนาคารกลาง

Bitcoin จึงมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับ “ทองคำดิจิทัล” เนื่องจากมีจำนวนจำกัดและสามารถถือครองเป็นสินทรัพย์ได้ แต่การเปรียบเทียบดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า Bitcoin จะมีความเสี่ยงหรือพฤติกรรมด้านราคาเหมือนทองคำทุกประการ

Bitcoin ทำงานอย่างไร?

เมื่อผู้ใช้ส่ง Bitcoin ธุรกรรมจะถูกเผยแพร่ไปยังเครือข่าย จากนั้นธุรกรรมจะได้รับการตรวจสอบและถูกบันทึกลงใน Blockchain ผ่านกระบวนการ Proof of Work ซึ่งอาศัยผู้ขุดหรือ Miners ในการช่วยรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย


Blockchain คืออะไร?

Blockchain คือเทคโนโลยีสำหรับบันทึกข้อมูลเป็นชุดๆ หรือ “บล็อก” ซึ่งเชื่อมโยงต่อกันเป็นลำดับ โดยข้อมูลที่บันทึกบนเครือข่ายสามารถตรวจสอบได้ และใน Blockchain สาธารณะ ผู้เข้าร่วมเครือข่ายจำนวนมากจะช่วยกันดูแลสำเนาของข้อมูล

ลองนึกภาพว่า Blockchain เป็น สมุดบัญชีดิจิทัลที่ไม่ได้เก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว แต่มีสำเนาอยู่บนคอมพิวเตอร์จำนวนมากในเครือข่าย

เมื่อเกิดธุรกรรมใหม่ ระบบจะดำเนินการโดยทั่วไปดังนี้

1. ผู้ใช้สร้างธุรกรรม
เช่น ส่ง Bitcoin จากกระเป๋าหนึ่งไปยังอีกกระเป๋าหนึ่ง

2. ธุรกรรมถูกเผยแพร่เข้าสู่เครือข่าย
คอมพิวเตอร์ที่เข้าร่วมเครือข่ายจะรับข้อมูลธุรกรรม

3. เครือข่ายตรวจสอบธุรกรรม
ตรวจสอบว่าธุรกรรมนั้นเป็นไปตามกฎของระบบหรือไม่

4. ธุรกรรมถูกรวมเข้ากับบล็อก
ธุรกรรมที่ผ่านการตรวจสอบจะถูกรวมเข้ากับชุดข้อมูลที่จะถูกบันทึก

5. บล็อกถูกเพิ่มเข้าสู่ Blockchain
เมื่อเครือข่ายเห็นพ้องตามกลไกที่ใช้ บล็อกใหม่จะถูกเพิ่มต่อจากบล็อกก่อนหน้า

จุดเด่นของ Blockchain คือ การกระจายศูนย์ (Decentralisation) ความโปร่งใส และความสามารถในการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง อย่างไรก็ตาม Blockchain แต่ละเครือข่ายมีโครงสร้าง ความเร็ว ค่าธรรมเนียม และกลไกการทำงานแตกต่างกัน


Crypto Wallet คืออะไร?

อ้างอิง: fortanix

Crypto Wallet หรือกระเป๋าคริปโต คือเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะการสร้างและจัดการ Private Key ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ยืนยันสิทธิ์ในการควบคุมสินทรัพย์บน Blockchain

สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ Cryptocurrency ไม่ได้ถูกเก็บอยู่ใน Wallet เหมือนเงินสดที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์จริง ๆ แต่สินทรัพย์ถูกบันทึกอยู่บน Blockchain ส่วน Wallet ทำหน้าที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและจัดการสิทธิ์ในการทำธุรกรรม

ประเภทของ Crypto Wallet

Crypto Wallet หรือกระเป๋าคริปโต สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท โดยหลัก ๆ แบ่งตามวิธีการจัดเก็บและการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งแต่ละประเภทมีจุดเด่นและระดับความปลอดภัยที่แตกต่างกัน การเลือกใช้จึงควรพิจารณาจากจำนวนสินทรัพย์ ความถี่ในการใช้งาน และระดับความปลอดภัยที่ต้องการ

Hot Wallet

เป็น Wallet ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เช่น

  • Mobile Wallet
  • Browser Extension Wallet
  • Desktop Wallet

ข้อดีคือใช้งานสะดวกและเหมาะกับการทำธุรกรรมเป็นประจำ แต่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

Cold Wallet

เป็นวิธีการจัดเก็บ Private Key ที่ออกแบบให้แยกออกจากอินเทอร์เน็ตมากกว่า Hot Wallet เช่น Hardware Wallet

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการถือครองสินทรัพย์เป็นระยะเวลานานและให้ความสำคัญกับการจัดเก็บ Private Key อย่างปลอดภัย

สิ่งที่ต้องระวัง

Seed Phrase และ Private Key ไม่ควรเปิดเผยให้ผู้อื่นทราบ เพราะผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวอาจสามารถควบคุมสินทรัพย์ใน Wallet ได้


Crypto Exchange คืออะไร

Crypto Exchange คือแพลตฟอร์มที่ใช้สำหรับซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยน Cryptocurrency โดยผู้ใช้งานสามารถแลกเปลี่ยนระหว่างคริปโตกับเงิน Fiat หรือแลกเปลี่ยนคริปโตหนึ่งเป็นอีกสินทรัพย์หนึ่งได้ ขึ้นอยู่กับบริการของแต่ละแพลตฟอร์ม

ตัวอย่างรูปแบบการซื้อขายที่พบได้บ่อย ได้แก่

Spot Trading

เป็นการซื้อหรือขาย Cryptocurrency ในตลาดปัจจุบัน โดยผู้ซื้อจะได้รับสินทรัพย์ตามจำนวนที่ซื้อขายจริง

Futures Trading

เป็นการซื้อขายผ่านสัญญาที่อ้างอิงราคาของ Cryptocurrency และอาจมีการใช้ Leverage ซึ่งสามารถเพิ่มทั้งโอกาสในการทำกำไรและขนาดของการขาดทุน

Exchange แบบ Centralised

หรือ CEX เป็นแพลตฟอร์มที่มีบริษัทหรือองค์กรเป็นผู้ดำเนินงานและให้บริการซื้อขายแก่ผู้ใช้งาน

ข้อดีคือมักใช้งานง่าย มีสภาพคล่องสูง และรองรับฟังก์ชันการซื้อขายหลายรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานต้องพึ่งพาผู้ให้บริการในการดูแลบัญชีและสินทรัพย์ตามรูปแบบของแพลตฟอร์ม

Decentralised Exchange

หรือ DEX เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายที่ทำงานผ่าน Smart Contract และผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อ Wallet เพื่อทำธุรกรรมโดยไม่จำเป็นต้องฝากสินทรัพย์ไว้กับตัวกลางแบบ CEX


DeFi คืออะไร?

อ้างอิง: mtrading

DeFi (Decentralised Finance) หรือการเงินแบบกระจายศูนย์ คือระบบบริการทางการเงินที่ทำงานผ่าน Blockchain และ Smart Contract โดยพยายามลดการพึ่งพาตัวกลางแบบดั้งเดิม

บริการที่พบในระบบ DeFi เช่น

  • การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ผ่าน DEX
  • การให้กู้ยืม
  • การกู้ยืม Cryptocurrency
  • การจัดหาสภาพคล่อง
  • การ Staking ในบางรูปแบบ
  • ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ทำงานผ่าน Smart Contract

ตัวอย่างเช่น แทนที่จะฝากเงินกับสถาบันการเงินเพื่อรับผลตอบแทน ผู้ใช้อาจนำสินทรัพย์ไปฝากไว้ในโปรโตคอล DeFi ซึ่ง Smart Contract เป็นผู้ดำเนินการตามเงื่อนไขของระบบ

อย่างไรก็ตาม DeFi ไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีความเสี่ยง” เพราะผู้ใช้ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจาก Smart Contract, ราคาสินทรัพย์, สภาพคล่อง และการโจมตีทางไซเบอร์

Web3 คืออะไร?

Web3 เป็นแนวคิดเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการกระจายศูนย์ การเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัล และการให้ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมกับเครือข่ายหรือระบบต่าง ๆ มากขึ้น

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Web3 ได้แก่

  • Blockchain
  • Cryptocurrency
  • Smart Contract
  • NFT
  • DeFi
  • Decentralised Applications หรือ dApps

หาก Web2 เน้นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่บริษัทเป็นผู้ควบคุมระบบและข้อมูล Web3 พยายามนำเสนอรูปแบบที่ผู้ใช้สามารถมีบทบาทและควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเองได้มากขึ้น

แบร์รอน ทรัมป์ (Barron Trump) ลูกชายคนเล็กของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ก้าวเข้ามาสวมบทบาทกุนซือรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดันโปรเจกต์ Decentralized Finance (DeFi) ระดับโลกอย่าง World Liberty Financial (WLFI)


Smart Contract คืออะไร?

Smart Contract คือโปรแกรมที่ทำงานบน Blockchain ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

ตัวอย่างเช่น Smart Contract สามารถถูกนำมาใช้สร้างระบบแลกเปลี่ยนสินทรัพย์แบบกระจายศูนย์ หรือสร้างโปรโตคอลสำหรับการกู้ยืม Cryptocurrency

Smart Contract ช่วยให้การทำงานบางประเภทสามารถดำเนินการโดยอัตโนมัติ แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยเฉพาะหากโค้ดมีข้อผิดพลาดหรือมีช่องโหว่


Cryptocurrency ซื้อขายอย่างไร?

การซื้อขาย Cryptocurrency สามารถแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ โดยแต่ละรูปแบบมีลักษณะการถือครองสินทรัพย์ ระดับความเสี่ยง และวิธีการทำกำไรที่แตกต่างกัน รูปแบบที่พบได้บ่อย ได้แก่

Spot Trading

เป็นการซื้อหรือขาย Cryptocurrency โดยผู้ซื้อจะได้รับสินทรัพย์จริงตามจำนวนที่ซื้อขาย เช่น การซื้อ Bitcoin (BTC) และถือไว้ในบัญชีของตนเอง ผู้ลงทุนสามารถทำกำไรจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ และสามารถขายออกได้เมื่อเห็นว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสม

Futures Trading

เป็นการซื้อขายผ่าน สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่อ้างอิงราคาของ Cryptocurrency โดยผู้ซื้อขายสามารถเปิดสถานะเพื่อเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาโดยไม่จำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์จริงในรูปแบบเดียวกับ Spot Trading

Futures Trading มักมีการใช้ Leverage ซึ่งช่วยเพิ่มขนาดของสถานะเมื่อเทียบกับเงินทุนที่ใช้ แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงจากการขาดทุนและอาจทำให้สถานะถูกบังคับปิดได้

Long และ Short

Long และ Short เป็นแนวทางในการเปิดสถานะเพื่อเก็งกำไรจากทิศทางของราคา โดยมักพบในการซื้อขาย Futures และตราสารอนุพันธ์

  • Long คือการเปิดสถานะโดยคาดว่าราคาของ Cryptocurrency จะปรับตัวสูงขึ้น หากราคาเพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ ผู้ซื้อขายอาจได้รับกำไร
  • Short คือการเปิดสถานะโดยคาดว่าราคาของ Cryptocurrency จะปรับตัวลดลง หากราคาปรับตัวลงตามที่คาดการณ์ไว้ ผู้ซื้อขายอาจได้รับกำไร

ทั้งสองรูปแบบมีความเสี่ยงแตกต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้ Leverage ผู้ลงทุนจึงควรทำความเข้าใจกลไกของตลาดและความเสี่ยงก่อนทำธุรกรรม


ปัจจัยอะไรส่งผลต่อราคา Cryptocurrency?

ราคาของ Cryptocurrency ขึ้นอยู่กับ อุปสงค์และอุปทาน เป็นหลัก แต่ยังได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ทั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุน การใช้งาน เทคโนโลยี กฎระเบียบ และภาวะเศรษฐกิจ โดยปัจจัยสำคัญ ได้แก่

  • อุปสงค์และอุปทาน — ความต้องการซื้อและขายส่งผลโดยตรงต่อราคา
  • ความเชื่อมั่นของนักลงทุน — ข่าวและกระแสตลาดสามารถทำให้เกิดแรงซื้อหรือแรงขายอย่างรวดเร็ว
  • ปริมาณและความขาดแคลนของเหรียญ — กลไกการสร้างและจำนวนเหรียญที่มีอยู่ส่งผลต่ออุปทาน
  • การใช้งานและการยอมรับ — เหรียญที่มีการใช้งานจริงและมีผู้ใช้เพิ่มขึ้นอาจมีความต้องการสูงขึ้น
  • การพัฒนาเทคโนโลยี — การอัปเกรดเครือข่ายและพัฒนาโครงการสามารถส่งผลต่อความเชื่อมั่น
  • กฎระเบียบของภาครัฐ — กฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับคริปโตสามารถส่งผลต่อทั้งความต้องการและการซื้อขาย
  • ภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงิน — อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ สภาพคล่อง และนโยบายการเงินมีผลต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
  • ข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญ — ข่าวด้านความปลอดภัย การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ หรือเหตุการณ์สำคัญในตลาดอาจทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โดยสรุป ราคาคริปโตไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้ตลาด Cryptocurrency มีความผันผวนสูงและราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว


ความเสี่ยงของ Cryptocurrency

Cryptocurrency เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนและความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ โดยความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่

  • ความเสี่ยงด้านกฎหมายและกฎระเบียบ กฎหมายเกี่ยวกับ Cryptocurrency แตกต่างกันในแต่ละประเทศและอาจมีการเปลี่ยนแปลง
  • ความผันผวนของราคา ราคาสามารถขึ้นลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง
  • ความเสี่ยงจากการหลอกลวง เช่น Scam, Phishing, เว็บไซต์ปลอม หรือโครงการที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ
  • ความเสี่ยงจากการสูญเสีย Private Key หรือ Seed Phrase หากสูญหายหรือถูกขโมย อาจไม่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ได้
  • ความเสี่ยงจาก Exchange แพลตฟอร์มซื้อขายอาจประสบปัญหาด้านความปลอดภัย สภาพคล่อง หรือการดำเนินงาน
  • ความเสี่ยงจาก Smart Contract ช่องโหว่ของโค้ดอาจนำไปสู่การสูญเสียสินทรัพย์
  • ความเสี่ยงจาก Leverage การใช้ Leverage สามารถเพิ่มทั้งกำไรและขาดทุน และอาจนำไปสู่การถูก Liquidate

เว็บไซต์อ้างอิง